การออกแบบระบบไม่ได้หมายถึงการตัดขั้นตอนเสมอไป แต่คือการแยกให้ได้ว่าอะไรจำเป็นจริง และอะไรเป็นเพียงมรดกจากปัญหาที่หมดไปแล้ว
ลูกค้ารายหนึ่งแจ้งว่าได้รับสินค้าผิดรุ่น ฝ่ายขายยืนยันว่ารับคำสั่งซื้อถูกต้อง ฝ่ายวางแผนบอกว่าถอดข้อมูลตามเอกสารที่ได้รับ ฝ่ายผลิตยืนยันว่าผลิตตามใบสั่งผลิต และคลังสินค้าระบุว่าหยิบตามรหัสบนฉลาก
ทุกฝ่ายทำตามข้อมูลที่อยู่ในมือ
เมื่อตามรอยกลับไปจึงพบว่า ลูกค้าแก้ไขรายละเอียดผ่านอีเมลหลังจากส่งใบสั่งซื้อฉบับแรก ฝ่ายขายเห็นข้อความนั้น แต่ข้อมูลไม่ได้ถูกแก้ไขในระบบวางแผน ใบสั่งผลิตจึงยังเป็นข้อมูลเดิม และไม่มีจุดใดกำหนดให้คนรับงานต้องตรวจว่าเอกสารที่อยู่ในมือตรงกับข้อมูลล่าสุดหรือไม่
ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากคนคนหนึ่งทำงานผิดขั้นตอน แต่มันเกิดขึ้นตรงช่วงที่งานถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
จุดส่งต่องานไม่ใช่เพียงช่วงระหว่างขั้นตอน
การส่งต่องาน (handover) คือช่วงที่ความรับผิดชอบ ข้อมูล และความเข้าใจเกี่ยวกับงาน เปลี่ยนจากคนหรือหน่วยงานหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
จุดส่งต่อมีอยู่ทุกที่: ฝ่ายขายส่งคำสั่งซื้อให้วางแผน วางแผนส่งตารางให้ผลิต ผลิตส่งสินค้าให้ฝ่ายคุณภาพ คุณภาพปล่อยงานให้คลัง หรือหัวหน้ากะส่งงานต่อให้หัวหน้ากะถัดไป
แม้งานที่แต่ละฝ่ายทำอาจถูกต้อง แต่หากข้อมูลไม่ครบ ไม่ทันสมัย หรือไม่มีใครระบุชัดว่างานพร้อมให้รับช่วงหรือยัง งานก็อาจเดินต่อไปพร้อมกับความเข้าใจที่ผิด
จุดส่งต่อจึงเป็นจุดที่ความเร็ว คุณภาพ และความรับผิดชอบมักหล่นหายพร้อมกัน
งานช้าลง เพราะคนรับช่วงต้องโทรถามหรือรอข้อมูลเพิ่ม คุณภาพแย่ลง เพราะคนรับช่วงตีความสิ่งที่ได้รับต่างจากคนส่ง และความรับผิดชอบพร่ามัว เพราะเมื่อเกิดปัญหา ทุกฝ่ายทำส่วนของตนเสร็จแล้ว แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์ของงานทั้งชิ้น
การแก้ปัญหาจุดส่งต่อจึงไม่ใช่การเพิ่มอีเมล เพิ่มแบบฟอร์ม หรือเพิ่มลายเซ็นอนุมัติโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องออกแบบคือคำตอบร่วมกันว่า ก่อนส่งต่องาน ข้อมูลใดต้องครบ เกณฑ์ใดบอกว่างานพร้อม ใครมีสิทธิ์รับหรือปฏิเสธงาน และหากข้อมูลเปลี่ยนหลังส่งต่อ ใครต้องทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลเดียวกัน
จุดส่งต่อที่ดีไม่ได้ทำให้เอกสารมากขึ้น แต่มันทำให้การส่งต่องานไม่ต้องอาศัยการเดา
EXHIBIT 5.1 · สามช่องทางของการส่งต่อ
ที่มา: วิธีตรวจว่าอะไรข้ามรอยต่อไปจริง
รูปที่ 19 — สิ่งที่ข้ามรอยต่อไปได้ และสิ่งที่ไม่ข้าม
- สถานะ — ตอนนี้งานถึงขั้นใด อะไรเสร็จแล้ว อะไรยังไม่เสร็จ
- ความเสี่ยง — มีอะไรที่คนรับต้องระวังเป็นพิเศษ และเคยเกิดอะไรมาแล้ว
- การตัดสินใจที่ทำไปแล้ว — ใครตัดสินอะไรไว้ เพราะอะไร และเปลี่ยนได้หรือไม่
ให้ดูอะไร เส้นที่ขาดคือเส้นที่คนส่งนับรวมไว้แล้วว่าได้บอกไปครบ
อ่านผิดบ่อย แก้ด้วยการสั่งให้สื่อสารให้ดีขึ้น แทนที่จะกำหนดว่าอะไรต้องข้ามไปด้วยเสมอ
งานที่มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าการควบคุมดีขึ้น
เมื่อองค์กรพบปัญหาที่จุดส่งต่อ คำตอบที่พบบ่อยคือเพิ่มขั้นตอน
เพิ่มการตรวจ เพิ่มผู้อนุมัติ เพิ่มรายงาน เพิ่มการคัดลอกอีเมล เพิ่มตารางติดตาม หรือให้กรอกข้อมูลชุดเดิมลงในหลายระบบ วิธีเหล่านี้อาจทำให้ทุกคนรู้สึกว่าระบบรัดกุมขึ้น แต่บ่อยครั้งกลับสร้างงานมากกว่าที่จำเป็น
การทำงานเกินจำเป็น (overprocessing) คือการใช้ความพยายาม ขั้นตอน หรือทรัพยากรมากกว่าที่จำเป็นต่อการสร้างคุณค่า หรือมากกว่าที่จำเป็นต่อการควบคุมความเสี่ยงจริง
ตัวอย่างของงานเกินจำเป็นอาจเป็นการกรอกข้อมูลเดิมสามครั้งในสามแบบฟอร์ม การจัดทำรายงานที่ไม่มีใครใช้ตัดสินใจ การตรวจซ้ำโดยไม่มีจุดประสงค์ต่างกัน หรือการขออนุมัติจากหลายคนทั้งที่ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน
งานเหล่านี้มักเริ่มต้นจากความตั้งใจที่ดี องค์กรต้องการลดความผิดพลาด จึงเพิ่มจุดตรวจ ต้องการให้ผู้บริหารเห็นสถานะ จึงเพิ่มรายงาน หรือต้องการให้การตัดสินใจรอบคอบ จึงเพิ่มผู้อนุมัติ
แต่เมื่อทำซ้ำโดยไม่ทบทวน ระบบจะกลายเป็นเครือข่ายของงานที่มีไว้สร้างความมั่นใจ มากกว่ามีไว้สร้างผลลัพธ์
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ขั้นตอนนี้จำเป็นหรือไม่” แต่คือ “ขั้นตอนนี้กำลังป้องกันความเสี่ยงอะไร และมีวิธีที่ง่ายกว่าในการป้องกันความเสี่ยงเดียวกันหรือไม่”
บางครั้งคำตอบคือคงขั้นตอนไว้ เพราะความเสี่ยงยังสูงและจำเป็นต้องมีหลักฐาน บางครั้งคำตอบคือรวมสองขั้นตอนเข้าด้วยกัน ย้ายจุดตรวจไปอยู่ใกล้จุดที่ความผิดพลาดเริ่มเกิด หรือออกแบบระบบข้อมูลให้คนไม่ต้องกรอกเรื่องเดิมซ้ำ
การลดงานเกินจำเป็นไม่ใช่การทำให้องค์กรควบคุมน้อยลง แต่คือการทำให้การควบคุมมีเหตุผลและมีประสิทธิผลมากขึ้น
งานจำเป็น กับงานที่ระบบทำให้จำเป็น
งานบางอย่างไม่สร้างคุณค่าให้ลูกค้าโดยตรง แต่ยังจำเป็น เช่น การตรวจความปลอดภัย การทวนสอบเอกสารตามข้อกำหนด หรือการเก็บข้อมูลเพื่อการสอบกลับ
แต่ยังมีงานอีกประเภทหนึ่งที่ระบบทำให้ดูเหมือนจำเป็น
พนักงานอาจต้องตรวจซ้ำ เพราะข้อมูลต้นทางไม่น่าเชื่อถือ หัวหน้างานอาจต้องตามงานทุกวัน เพราะไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ฝ่ายขายอาจต้องโทรถามสถานะหลายครั้ง เพราะระบบไม่เปิดเผยความคืบหน้าที่เชื่อถือได้ และฝ่ายคุณภาพอาจต้องคัดแยกปลายสาย เพราะกระบวนการต้นทางยังไม่ทำให้ความผิดพลาดมองเห็นเร็วพอ
งานเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของธุรกิจ แต่เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของระบบ
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะหากเราเข้าใจผิดว่างานที่ระบบสร้างขึ้นเป็นงานจำเป็น เราจะพยายามทำมันให้เร็วขึ้น แทนที่จะถามว่าทำอย่างไรจึงไม่ต้องทำมันอีก
ก่อนเพิ่มคน เพิ่มเครื่องมือ หรือเพิ่มขั้นตอนให้กับงานใด ลองถามว่า หากข้อมูลต้นทางชัดเจนขึ้น หากมาตรฐานงานทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน หรือหากความผิดปกติถูกมองเห็นตั้งแต่ต้น งานนี้จะยังจำเป็นอยู่หรือไม่
คำถามนี้ช่วยเปลี่ยนการปรับปรุงจากการเพิ่มประสิทธิภาพของงานเดิม ไปสู่การออกแบบระบบที่ไม่สร้างงานเดิมขึ้นมาอีก
ความรู้ที่หน้างานเห็นทุกวัน ต้องไม่หายไปพร้อมกับคน
คนหน้างานมักรู้ก่อนว่า งานติดอยู่ตรงไหน ข้อมูลใดไม่เคยครบ ขั้นตอนใดทำเพียงเพราะเคยทำ และความผิดพลาดแบบใดกำลังจะเกิดขึ้น
แต่ความรู้นี้มักอยู่ในรูปของประสบการณ์ส่วนบุคคล คนที่ทำงานมานานอาจรู้ว่าต้องโทรถามใคร รู้ว่ารายการใดมักผิด หรือรู้ว่าควรตรวจตรงไหนเพิ่ม แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในมาตรฐานงานหรือรายงานใด
การเรียนรู้ขององค์กร (organisational learning) เกิดขึ้นเมื่อความรู้จากการทำงานจริง ไม่ได้หยุดอยู่กับคนที่พบปัญหา แต่ถูกดึงกลับมาเปลี่ยนวิธีทำงานของทั้งระบบ
หากพนักงานพบว่าใบสั่งผลิตบางประเภทมักมีข้อมูลไม่ครบ องค์กรไม่ควรเพียงบอกให้เขาระวังมากขึ้น ควรถามว่าจุดรับคำสั่งซื้อควรมีข้อมูลใดบังคับให้ครบ หากหัวหน้ากะต้องคอยแก้ปัญหาเครื่องจักรเดิมทุกวัน องค์กรไม่ควรยกย่องว่าเขาเก่งอย่างเดียว แต่ควรถามว่าความรู้ในการแก้ปัญหานั้นจะถูกแปลงเป็นมาตรฐาน การบำรุงรักษา หรือการออกแบบเครื่องที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ระบบที่ไม่เรียนรู้จะต้องพึ่งคนเก่งอยู่เสมอ
ระบบที่เรียนรู้จะทำให้คนคนต่อไป ไม่ต้องแก้ปัญหาเดิมด้วยความสามารถเฉพาะตัวอีก
การเปิดพื้นที่ให้คนหน้างานพูด ไม่ใช่การเรียนรู้เพียงพอ องค์กรต้องมีวิธีดึงความรู้จากหน้างานกลับมาใช้ (knowledge capture) ทั้งการคัดเลือกเรื่องสำคัญ ทดสอบคำอธิบาย เปลี่ยนสิ่งที่ควรเปลี่ยน และบอกกลับไปให้คนเห็นว่าความรู้ของเขาทำให้ระบบดีขึ้นอย่างไร
เมื่อคนเห็นว่าข้อมูลจากงานจริงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เขาจะรายงานปัญหาเร็วขึ้น กล้าพูดถึงข้อจำกัดมากขึ้น และช่วยให้องค์กรเห็นสิ่งที่รายงานมาตรฐานมองไม่เห็น
EXHIBIT 5.2 · สามประตูที่ปิดความรู้หน้างาน
ที่มา: เหตุผลที่กล่องรับความคิดเห็นว่างเปล่า
รูปที่ 22 — ความรู้ที่ไม่เคยเดินทางไปถึงระบบ
- บานแรก — ไม่มีช่องทางที่ใช้เวลาน้อยพอจะบอกได้ระหว่างทำงาน
- บานที่สอง — เคยบอกไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่เคยรู้ว่าเรื่องไปถึงไหน
- บานที่สาม — การบอกว่ามีปัญหา ถูกอ่านว่าเป็นการบ่นหรือการหาเรื่อง
ให้ดูอะไร เส้นจางลงทีละบาน จนแทบไม่มีอะไรเหลือถึงกล่องขวาสุด
อ่านผิดบ่อย แก้ด้วยการรณรงค์ให้เสนอไอเดีย ทั้งที่ต้องแก้บานที่สองก่อนเสมอ
สิ่งที่ผู้นำต้องตัดสินใจ
เมื่อเกิดงานซ้ำ งานรอ หรือความผิดพลาดที่จุดส่งต่อ ผู้นำควรถามว่า
-
ก่อนส่งต่องาน ข้อมูลใดต้องครบ และใครมีสิทธิ์บอกว่างานยังไม่พร้อม
-
ขั้นตอน รายงาน หรือการอนุมัติใดกำลังป้องกันความเสี่ยงจริง และสิ่งใดเป็นเพียงงานเกินจำเป็น
-
งานใดที่ทีมกำลังทำอยู่ เพราะระบบต้นทางยังไม่น่าเชื่อถือหรือยังไม่ชัดเจน
-
ความรู้จากคนหน้างานเรื่องใดควรถูกเปลี่ยนเป็นมาตรฐาน กติกา หรือการออกแบบใหม่ของระบบ
องค์กรไม่ได้เร็วขึ้นเพราะส่งงานให้กันมากขึ้น
องค์กรเร็วขึ้นเมื่อการส่งต่อแต่ละครั้งทำให้คนรับงานเริ่มทำสิ่งที่ถูกต้องได้ทันที และเมื่อความรู้จากงานจริงไม่หล่นหายไประหว่างทาง

