คอขวด (bottleneck) กำหนดผลลัพธ์รวม การใช้ทรัพยากร (utilisation) เต็มร้อยอาจสร้างคิวยาว และการลงทุนที่ถูกต้องต้องคิดผลต่อทั้งระบบ
โรงงานหนึ่งลงทุนเพิ่มเครื่องจักรในกระบวนการต้นน้ำ เพราะเครื่องเดิมทำงานช้าและมีเวลาหยุดบ่อย หลังการลงทุน กำลังการผลิตของจุดนั้นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ผู้จัดการคาดว่ายอดส่งมอบจะดีขึ้นทันที
แต่หนึ่งเดือนผ่านไป ยอดส่งมอบแทบไม่เปลี่ยน
สิ่งที่เปลี่ยนคือมีงานกองอยู่หน้ากระบวนการตรวจสอบมากขึ้น พื้นที่เริ่มคับแคบ และทีมคุณภาพต้องทำ OT เพื่อคัดงานให้ทัน เครื่องจักรใหม่ไม่ได้ทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าเร็วขึ้น มันเพียงทำให้ระบบส่งงานไปกองอยู่หน้าจุดที่ช้าที่สุดเร็วขึ้น
การลงทุนครั้งนั้นไม่ได้ผิดเพราะเครื่องจักรใหม่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ผิดเพราะองค์กรเพิ่มกำลังในจุดที่ไม่ได้กำหนดผลลัพธ์รวมของระบบ
ทุกระบบมีจุดหนึ่งที่กำหนดความเร็วของทั้งระบบ
ข้อจำกัด (constraint) คือจุดที่จำกัดความสามารถของระบบในการส่งมอบผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อาจเป็นเครื่องจักร คนที่มีทักษะเฉพาะ ขั้นตอนอนุมัติ ห้องปฏิบัติการ พื้นที่จัดเก็บ วัตถุดิบสำคัญ หรือแม้แต่กติกาการตัดสินใจ
ในโรงงาน ข้อจำกัดมักถูกเรียกว่าคอขวด แต่ข้อจำกัดไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องจักรเสมอไป ศูนย์บริการอาจมีข้อจำกัดอยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียว บริษัทอาจมีข้อจำกัดอยู่ที่การอนุมัติราคาซึ่งต้องผ่านผู้บริหารคนเดียว หรือคลังสินค้าอาจมีข้อจำกัดอยู่ที่จำนวนประตูโหลดสินค้าในช่วงเวลาเร่งด่วน
จุดอื่นในระบบอาจทำงานได้เร็วกว่า มีคนมากกว่า หรือมีเทคโนโลยีดีกว่า แต่ผลลัพธ์รวมจะไม่เร็วไปกว่าข้อจำกัด
หากกระบวนการหนึ่งทำได้วันละ 1,000 ชิ้น อีกกระบวนการหนึ่งทำได้ 800 ชิ้น และจุดสุดท้ายทำได้ 600 ชิ้น ระบบจะไม่ส่งมอบได้เกิน 600 ชิ้นต่อวันอย่างยั่งยืน การพัฒนาจุดที่ทำได้ 1,000 หรือ 800 ชิ้นให้เร็วขึ้น จึงไม่เพิ่มสิ่งที่ลูกค้าได้รับ หากจุด 600 ชิ้นยังเหมือนเดิม
การเริ่มจากข้อจำกัดไม่ได้หมายความว่าจุดอื่นไม่สำคัญ แต่หมายความว่าทรัพยากรที่มีจำกัดควรถูกใช้กับสิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์รวมได้จริงก่อน
EXHIBIT 9.1 · Constraint
ที่มา: จุดที่กำหนดผลลัพธ์ของทั้งระบบ · แนวคิดหลักของ Theory of Constraints
รูปที่ 34 — กำลังของแต่ละขั้น และผลลัพธ์ที่ระบบส่งได้จริง
- หาอย่างไร — ดูว่างานกองอยู่หน้าจุดใดสม่ำเสมอ และจุดใดที่หยุดแล้วทั้งระบบหยุดตาม
- อาจเป็นอะไรได้บ้าง — เครื่องจักร คนที่มีทักษะเฉพาะ จุดตรวจ การอนุมัติ หรือข้อมูลจากลูกค้า
- สิ่งที่เปลี่ยนได้ — ตำแหน่งของข้อจำกัดเปลี่ยนได้ตามส่วนผสมของงาน จึงต้องตรวจซ้ำเป็นระยะ
ให้ดูอะไร ผลลัพธ์ของทั้งระบบอยู่ระดับเดียวกับขั้นที่ต่ำที่สุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของทุกขั้น
อ่านผิดบ่อย สับสนระหว่างจุดที่ยุ่งที่สุด กับจุดที่จำกัดผลลัพธ์ของทั้งระบบ
สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่เพิ่มข้อจำกัด แต่คือหยุดปล่อยให้มันเสียเวลา
ก่อนลงทุนเพิ่มกำลังของข้อจำกัด องค์กรควรถามก่อนว่า เวลาของข้อจำกัดกำลังถูกใช้ไปกับอะไร
เครื่องจักรที่เป็นคอขวดอาจหยุดรอวัตถุดิบ ทำสินค้าที่ไม่เร่งด่วน ใช้เวลาตั้งเครื่องนานเกินจำเป็น หรือผลิตชิ้นงานที่ต้องกลับมาแก้ใหม่ ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคอขวดอาจใช้เวลาตอบคำถามพื้นฐานที่ทีมอื่นควรจัดการได้ หรือใช้เวลาทำรายงานแทนการตัดสินใจเรื่องสำคัญ
ทุกนาทีที่ข้อจำกัดสูญเสียไป คือเวลาที่ระบบทั้งหมดสูญเสียโอกาสในการส่งมอบ
การปกป้องข้อจำกัดจึงเริ่มจากการทำให้มันมีงานที่ถูกต้องพร้อมทำ ลดการหยุดที่ป้องกันได้ และย้ายงานที่ไม่จำเป็นออกไปให้ทรัพยากรอื่นทำ
ตัวอย่างเช่น ให้ทีมอื่นเตรียมวัตถุดิบและเครื่องมือไว้ก่อนเครื่องคอขวดว่าง ย้ายการตรวจเบื้องต้นออกจากผู้เชี่ยวชาญ ลดการเปลี่ยนรุ่นที่ไม่จำเป็น หรือกำหนดลำดับงานให้ข้อจำกัดทำเฉพาะงานที่ช่วยเพิ่มการส่งมอบจริง
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจไม่ต้องลงทุนสูง แต่เพิ่มผลลัพธ์ได้มาก เพราะคืนเวลาที่มีค่าที่สุดให้ระบบ
EXHIBIT 9.2 · Five Focusing Steps
ที่มา: ห้าขั้นของ Theory of Constraints · Eliyahu M. Goldratt
รูปที่ 35 — ลำดับห้าขั้น และสองขั้นที่มักถูกข้าม
- ใช้ให้คุ้มคืออะไร — ไม่ให้ข้อจำกัดรอวัตถุดิบ ไม่ให้ทำงานที่ยังไม่จำเป็น และไม่ให้หยุดตอนพักเที่ยง
- สนับสนุนคืออะไร — จุดอื่นยอมเดินช้าลงหรือทำงานเพิ่ม เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดต้องหยุด
- ยกระดับเมื่อไร — เมื่อสองขั้นก่อนหน้าทำจนสุดแล้วและยังไม่พอ ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น
ให้ดูอะไร สองขั้นที่ไม่ต้องใช้งบ คือสองขั้นที่มักไม่มีใครทำ
อ่านผิดบ่อย อ่านขั้นที่ห้าว่าเป็นการจบงาน ทั้งที่มันคือการบอกว่าไม่มีวันจบ
การใช้ทรัพยากรเต็มร้อย ไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้นเสมอไป
เมื่อผู้จัดการเห็นคนหรือเครื่องจักรว่าง มักรู้สึกว่ามีความสูญเปล่า จึงพยายามทำให้ทุกจุดทำงานเต็มร้อย
แต่ในระบบที่มีความผันแปร การใช้ทรัพยากรทุกจุดจนเต็มอาจทำให้ระบบเปราะบางกว่าเดิม
หากเครื่องจักรทุกตัวมีงานเต็มคิว เมื่อเกิดงานด่วนหรือเครื่องหนึ่งหยุด ระบบจะไม่มีที่ว่างให้รับแรงกระแทก งานใหม่จึงต้องไปต่อท้ายคิว และเวลานำจะยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว คนอาจดูยุ่งขึ้นทุกคน แต่ลูกค้ากลับรอนานขึ้น
โดยเฉพาะทรัพยากรที่อยู่ก่อนหรือหลังข้อจำกัด ควรมีความสามารถสำรองพอที่จะสนับสนุนข้อจำกัดได้ทัน เมื่อข้อจำกัดพร้อมทำงาน ต้นน้ำต้องส่งของให้ทัน และปลายน้ำต้องรับงานต่อได้ทัน มิฉะนั้นข้อจำกัดจะสูญเสียเวลาเพราะสิ่งที่ควรป้องกันได้
กำลังสำรอง (protective capacity) เช่นนี้ไม่ได้เป็นความสูญเปล่าเสมอไป แต่มันคือความสามารถในการปกป้องจุดที่กำหนดผลลัพธ์รวม
คำถามที่ดีกว่าคือไม่ใช่ “ทรัพยากรนี้ใช้เต็มร้อยหรือยัง” แต่คือ “ทรัพยากรนี้กำลังช่วยให้ข้อจำกัดส่งมอบได้เต็มความสามารถหรือกำลังรบกวนมัน”
ต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง อาจทำให้องค์กรจ่ายมากขึ้น
การทำให้เครื่องจักรหรือคนหนึ่งจุดใช้เต็มเวลามักทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของจุดนั้นดูต่ำลง เพราะต้นทุนคงที่ถูกกระจายออกไปกับจำนวนชิ้นงานมากขึ้น
แต่ถ้างานที่ผลิตเพิ่มขึ้นไม่ใช่งานที่ระบบส่งมอบได้จริง หรือกลายเป็น WIP และสินค้าคงคลังที่ยังไม่มีลูกค้าต้องการ องค์กรไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น มันเพียงย้ายต้นทุนไปอยู่ในรูปของพื้นที่ เงินทุน ความเสี่ยงของของล้าสมัย และความซับซ้อนในการบริหารงาน
ต้นทุนต่อหน่วยจึงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวของการตัดสินใจ
องค์กรควรมองควบคู่กันว่า การตัดสินใจนี้เพิ่มการส่งมอบ เพิ่มกำไรจากงานที่ลูกค้าต้องการ ลดเวลานำ หรือลดความเสี่ยงของทั้งระบบได้จริงหรือไม่ หากคำตอบคือไม่ การใช้ทรัพยากรให้เต็มขึ้นอาจสร้างเพียงภาพลวงของประสิทธิภาพ
การเพิ่มคน เครื่อง หรือกะ ต้องเริ่มจากคำถามว่าอะไรคือผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้น
การลงทุน (investment) คือการตัดสินใจใช้เงิน เวลา หรือทรัพยากรในวันนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถขององค์กรในอนาคต แต่การลงทุนจะคุ้มค่าเมื่อมันเปลี่ยนผลลัพธ์ที่สำคัญของระบบ ไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังในส่วนหนึ่ง
ก่อนเพิ่มคน เครื่องจักร หรือกะ ควรถามว่า ข้อจำกัดอยู่ตรงไหน กำลังเสียเวลาเพราะอะไร และสามารถยกระดับได้ด้วยวิธีใดบ้าง
บางครั้งคำตอบคือการปรับตาราง การย้ายงานบางส่วน การลดเวลาตั้งเครื่อง หรือการเพิ่มกำลังสนับสนุนรอบข้อจำกัด บางครั้งการเพิ่มเครื่องจักรจึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะข้อจำกัดได้รับการปกป้องและใช้เต็มความสามารถแล้ว แต่ยังไม่พอต่อความต้องการของลูกค้า
เมื่อถึงจุดนั้น การลงทุนใหม่จะเพิ่มการส่งมอบของทั้งระบบ ไม่ใช่เพิ่มเพียงจำนวนงานที่กองรออยู่หน้ากระบวนการถัดไป
การตัดสินใจลงทุนที่ดีจึงต้องดูผลกระทบอย่างน้อยสี่เรื่องพร้อมกัน: ผลลัพธ์ที่ส่งมอบได้จริง เวลานำ งานค้าง และต้นทุนรวมที่เกิดตามมา
ก่อนอนุมัติการลงทุน ต้องรู้ว่าทั้งระบบจะได้อะไรกลับมา
คำขอลงทุนส่วนใหญ่มาถึงผู้บริหารในรูปของเครื่องจักรหนึ่งเครื่องที่เร็วกว่าเดิม พร้อมตัวเลขต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง
คำถามแรกที่ควรถามคือ เครื่องนั้นอยู่ตรงไหนของระบบ หากไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัด กำลังที่เพิ่มขึ้นจะไม่กลายเป็นผลผลิตที่ส่งมอบได้ แต่จะกลายเป็นงานค้างที่กองอยู่หน้าจุดเดิมเร็วกว่าเดิม
การลงทุนที่คุ้มค่าจึงต้องตอบสามตัวเลขพร้อมกัน ผลผลิตที่ขายได้จริงเพิ่มขึ้นเท่าใด เงินที่ถูกผูกไว้ในระบบเปลี่ยนไปอย่างไร และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเท่าใด
ตัวเลขสามตัวนี้ทำให้เห็นสิ่งที่ต้นทุนต่อหน่วยซ่อนไว้ การลงทุนที่ลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้ แต่ไม่เพิ่มผลผลิตที่ขายได้ และทำให้สต็อกสูงขึ้น คือการจ่ายเงินเพื่อให้ตัวเลขในรายงานดูดีขึ้นเท่านั้น
ควรถามด้วยว่า หากยังไม่ลงทุน มีทางใดที่ได้ผลใกล้เคียงกันด้วยเงินที่น้อยกว่า เช่น ลดเวลาตั้งเครื่อง ย้ายงานบางส่วนออกจากข้อจำกัด เปลี่ยนลำดับการผลิต หรือแก้ปัญหาคุณภาพที่ทำให้ข้อจำกัดต้องทำงานซ้ำ
และคำถามสุดท้ายที่มักถูกข้าม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการลงทุนนี้ได้ผล และจะวัดเมื่อไร การลงทุนจำนวนมากถูกอนุมัติด้วยตัวเลขที่ละเอียด แล้วไม่เคยถูกตรวจสอบย้อนกลับอีกเลยหลังติดตั้งเสร็จ
EXHIBIT 9.3 · สามตัวเลขของการลงทุน
ที่มา: Throughput · Inventory · Operating Expense
รูปที่ 41 — หน้าตาของการลงทุนที่ดี และที่ดูคุ้มแต่ไม่ใช่
- ระยะคืนทุนบอกอะไร — บอกได้แค่เร็วหรือช้า ไม่ได้บอกว่าตัวเลขมาจากสมมติฐานอะไร
- สิ่งที่คำขอควรมี — สมมติฐานที่เขียนไว้ชัดพอจะกลับมาตรวจได้หลังติดตั้งจริง
- สิ่งที่มักไม่มีใครทำ — กลับไปดูว่าสิ่งที่เชื่อไว้ตอนอนุมัติเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ให้ดูอะไร การลงทุนที่ดีกับที่ดูคุ้มแต่ไม่ใช่ ต่างกันที่ตัวเลขตัวแรกเป็นหลัก
อ่านผิดบ่อย อนุมัติเพราะตัวเลขของจุดนั้นดี โดยไม่ถามว่าทั้งระบบได้อะไร
สิ่งที่ผู้นำต้องตัดสินใจ
เมื่อต้องการเพิ่มผลลัพธ์ของระบบ ผู้นำควรถามว่า
-
ข้อจำกัดของระบบอยู่ที่ใด และมีหลักฐานใดบอกว่าจุดนั้นกำลังจำกัดการส่งมอบจริง
-
เวลาของข้อจำกัดสูญเสียไปกับงานรอ งานแก้กลับ การเปลี่ยนงาน หรือกิจกรรมใดที่ย้ายออกได้
-
ทรัพยากรจุดอื่นกำลังสนับสนุนข้อจำกัด หรือกำลังผลิตงานให้มากจนกลายเป็นคิว
-
การลงทุนนี้จะเพิ่ม throughput (อัตราการส่งมอบงานที่ลูกค้าต้องการ) ของทั้งระบบ หรือเพิ่มเพียงกำลังของจุดเดียว
-
หลังลงทุนแล้ว WIP เวลานำ และต้นทุนรวมของระบบจะเปลี่ยนอย่างไร
การปรับปรุงที่คุ้มค่าที่สุดไม่ได้เริ่มจากจุดที่มองเห็นความสูญเปล่าง่ายที่สุด
มันเริ่มจากจุดที่เมื่อเปลี่ยนแล้ว ทำให้ทั้งระบบส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้จริง


