สองวิธีมาจากประสบการณ์คนละชุดและให้คำตอบไม่เท่ากัน บทนี้บอกว่าเลือกอย่างไร แล้วใช้ทั้งเล่มกับกรณีสมมติสี่เรื่อง
ที่มาของสองวิธี
สองวิธีเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีวิธีใดสร้างจากอีกวิธี กราฟของ Method A ไม่ได้มาจากสมการของ Method B และสมการของ Method B ไม่ได้ปรับให้เข้ากับกราฟของ Method A
EN 1011-2 เขียนเรื่องที่มาไว้สั้น ๆ ว่ามีผู้เสนอวิธีทำนาย preheat ไว้หลายวิธี และมาตรฐานเลือกรวมไว้สองวิธี Method A มาจากประสบการณ์และข้อมูลของเหล็กคาร์บอน-แมงกานีสเป็นหลัก Method B มาจากประสบการณ์และข้อมูลของเหล็กผสมต่ำความแข็งแรงสูงเป็นหลัก
นอกเหนือจากที่มาตรฐานเขียน เป็นที่ทราบกันในวงการว่า Method A สืบมาจากมาตรฐานอังกฤษ BS 5135 ซึ่งตั้งต้นจากแนวคิดความแข็งวิกฤตของ HAZ แล้วปรับเทียบกับผลการทดสอบรอยร้าว จึงใช้ CE แบบ IIW ความหนารวม และระดับไฮโดรเจนเป็นขั้น ส่วน Method B ใช้ CET ซึ่ง Uwer และ Höhne เสนอจากผลการทดสอบรอยร้าวเย็นของเหล็กความแข็งแรงสูง และเป็นวิธีเดียวกับเอกสารแนะนำของอุตสาหกรรมเหล็กเยอรมัน SEW 088 จึงมีพจน์ของไฮโดรเจนเป็นตัวเลขในสมการ ทั้งสองวิธีอาศัยการทดสอบรอยร้าวเหมือนกัน แต่ใช้เหล็ก วิธีทดสอบ และรูปแบบการสรุปผลต่างกัน
ความสับสนที่พบบ่อยมาจากการที่ Method B มีกราฟของตัวเองด้วย กราฟชุดนั้นสร้างจากสมการของ Method B จริง แต่เป็นคนละชุดกับกราฟของ Method A
ที่มาต่างกันอธิบายได้ว่าทำไมสองวิธีจึงใช้ตัวแปรต่างกัน และทำไมจึงให้ค่าไม่เท่ากันสำหรับงานเดียวกัน
สองวิธีเทียบกัน
| หัวข้อ | Method A | Method B |
|---|---|---|
| ที่มาตามมาตรฐาน | ประสบการณ์และข้อมูลของเหล็กคาร์บอน-แมงกานีสเป็นหลัก | ประสบการณ์และข้อมูลของเหล็กผสมต่ำความแข็งแรงสูงเป็นหลัก |
| ตัวชี้ส่วนผสม | CE ช่วง 0.30 ถึง 0.70 | CET ช่วง 0.2 ถึง 0.5 |
| ความหนา | ความหนารวมของทุกทางที่ความร้อนไหล | ความหนาแผ่น 10 ถึง 90 mm |
| ไฮโดรเจน | ระดับ A ถึง E | ค่า 1 ถึง 20 ml/100 g |
| รูปแบบคำตอบ | อ่านจากกราฟ เป็นขั้นของเส้น preheat | คำนวณจากสมการ เป็นค่าต่อเนื่อง |
| รอยเชื่อมฉาก | ความหนารวมสูงขึ้น จึงมักต้อง preheat สูงขึ้น | แนวเดียวอาจต่ำกว่ารอยต่อชนประมาณ 60 °C |
| จุดแข็ง | รวมผลของรูปรอยต่อไว้ในความหนารวม | เห็นน้ำหนักของตัวแปรแต่ละตัว และคำนวณซ้ำได้ |
มาตรฐานระบุว่าความต่างของที่มาและประสบการณ์ของสองวิธี ใช้เป็นแนวทางเลือกวิธีได้
หลักการเลือก
- ดูว่าเหล็กอยู่ใกล้ประสบการณ์ของวิธีใด: เหล็กคาร์บอน-แมงกานีสทั่วไปอยู่ใกล้ Method A เหล็กผสมต่ำความแข็งแรงสูงอยู่ใกล้ Method B
- ตรวจช่วงที่ใช้ได้: ทั้งช่วงของตัวชี้ส่วนผสมและขีดของธาตุแต่ละตัว เหล็กที่อยู่นอกช่วงของวิธีหนึ่งต้องใช้อีกวิธี หรือใช้การทดสอบ
- ไม่ผสมตัวแปรข้ามวิธี: CE ใช้กับกราฟของ Method A เท่านั้น CET ใช้กับสมการของ Method B เท่านั้น ความหนารวมกับความหนาแผ่นก็เช่นกัน
- ไม่เลือกวิธีจากคำตอบ: การคำนวณทั้งสองวิธีแล้วหยิบค่าที่ต่ำกว่า เป็นการเลือกผลลัพธ์ ไม่ใช่การเลือกวิธี
- เหล็กทนการคืบและเหล็กใช้งานอุณหภูมิต่ำ: ไม่ใช้ทั้งสองวิธี มาตรฐานให้ใช้ตารางในภาคผนวก C.4 ซึ่งจัดตามชนิดเหล็ก ดูหน้ากลุ่ม 5, 6 และ 9 เลขกลุ่มที่ภาคผนวกนั้นอ้างเป็นของระบบจัดกลุ่มรุ่นก่อน และไม่ตรงกับ ISO/TR 15608:2017
เมื่อสองวิธีให้ค่าต่างกันมากสำหรับงานเดียวกัน ความต่างนั้นเป็นข้อมูล มันบอกว่างานอยู่ใกล้ขอบของประสบการณ์ที่วิธีใดวิธีหนึ่งสร้างขึ้นมา และเป็นเหตุผลที่ควรยืนยันด้วยการทดสอบขั้นตอนการเชื่อม
สิ่งที่ทั้งสองวิธีไม่ได้คิด
- การยึดรั้งที่สูงกว่างานผลิตปกติ มาตรฐานระบุว่าข้อแนะนำใช้กับการยึดรั้งระดับปกติเท่านั้น
- การเชื่อมเมื่อแผ่นเย็นกว่า 0 °C ซึ่งอาจต้องมีข้อกำหนดพิเศษ
- ความเหนียวและความแข็งของ HAZ ซึ่งคุมด้วย t8/5 ดูหน้า HAZ
- ความเสี่ยงอื่นทั้งหมดในภาค 2 เช่นร้าวขณะแข็งตัวและฉีกตามชั้น ซึ่ง preheat ไม่ได้แก้
วิธีใช้เล่มนี้กับงานจริง
- หากลุ่มของวัสดุจากดัชนีกลุ่มวัสดุ แล้วเปิดหน้าวัสดุ
- อ่านช่อง “ตัวแปรที่ WPS ต้องคุม” และจดความเสี่ยงที่หน้านั้นชี้ไป
- เปิดหน้าเงื่อนไขของตัวแปรแต่ละตัว หาค่าด้วยวิธีในภาคนี้เมื่อเป็นเหล็กเฟอร์ริติก
- เปิดหน้าความเสี่ยง ตรวจว่ามาตรการที่ต้องทำนอก WPS มีเจ้าของแล้ว
- ตรวจช่อง “ต้องระบุและบันทึกอะไร” เทียบกับเอกสารที่โรงงานมีจริง
กรณีสมมติสี่เรื่อง
กรณีต่อไปนี้แต่งขึ้นเพื่อฝึกใช้เล่ม ทั้งโรงงาน ชิ้นงาน ส่วนผสม และตัวเลข เป็นค่าสมมติ ไม่ได้มาจากงานตรวจหรือโรงงานจริงแห่งใด
กรณีสมมติที่ 1 · เปลี่ยนลวดเพื่อลดต้นทุน
| สถานการณ์ | โรงงานโครงสร้างเหล็กเชื่อมรอยต่อชนของแผ่นหนา 40 mm ฝ่ายจัดซื้อเปลี่ยนลวดไส้ฟลักซ์เป็นยี่ห้อที่ถูกกว่า WPS เดิมกำหนด preheat 130 °C สองเดือนต่อมา UT พบรอยร้าวตามขวางในเนื้อเชื่อมของงานที่เชื่อมช่วงฤดูฝน |
| ตัวเลข | เหล็กมี CET 0.34 heat input 1.0 kJ/mm ลวดเดิมให้ไฮโดรเจน 4 ml/100 g ได้ Tp ประมาณ 126 °C ลวดใหม่ไม่มีข้อมูลรับรอง ถ้าให้ 10 ml/100 g ได้ประมาณ 164 °C |
| อ่านกรณี | preheat 130 °C พอสำหรับลวดเดิม และไม่พอสำหรับลวดใหม่ประมาณ 34 °C โดยไม่มีใครเปลี่ยน WPS หรือทำผิดขั้นตอนเชื่อม |
| สงสัยระบบ | ระดับไฮโดรเจนไม่อยู่ในข้อกำหนดการจัดซื้อ การเปลี่ยนยี่ห้อลวดไม่ผ่านการทบทวนของผู้ประสานงานงานเชื่อม และไม่มีข้อกำหนดการเก็บลวดไส้ฟลักซ์ที่เปิดใช้ค้าง |
| หน้าที่ต้องเปิด | บทที่ 3 · หน้า HD · หน้า Tp · หน้า Ei |
กรณีสมมติที่ 2 · รอยร้าวที่ tack weld
| สถานการณ์ | ช่างประกอบยึดครีบหนา 20 mm เข้ากับแผ่นหนา 20 mm เป็นรอยต่อตัวที ด้วย tack weld ยาวประมาณ 20 mm ใช้ลวด rutile ที่มีในกล่องเครื่องมือ ไม่ preheat ช่างเชื่อมเชื่อมทับในวันรุ่งขึ้น ผู้ตรวจพบรอยร้าวด้วย MT ที่ tack ของรอยต่อหนึ่งซึ่งยังไม่ได้เชื่อมทับ จึงสั่งเซาะเปิดรอยต่อที่เชื่อมเสร็จแล้วสองจุด และพบรอยร้าวที่รากตรงตำแหน่ง tack ทั้งสองจุด |
| ตัวเลข | เหล็กมี CE 0.43 ความหนารวมของรอยเชื่อมฉากนี้คือ 20 + 20 + 20 = 60 mm ลวด rutile อยู่ระดับไฮโดรเจน A ตัวอย่างในตาราง C.1 ให้ความหนารวมสูงสุดที่ไม่ต้อง preheat 40 mm ที่ 1.0 kJ/mm สำหรับระดับ A และ 100 mm สำหรับระดับ D |
| อ่านกรณี | tack สั้นมี heat input ต่ำกว่า 1.0 kJ/mm และความหนารวมเกินขีดอยู่แล้ว จึงเป็นแนวที่เย็นเร็วที่สุดและไฮโดรเจนสูงที่สุดในรอยต่อ ความยาว 20 mm ยังต่ำกว่าค่าต่ำสุด 50 mm ที่มาตรฐานแนะนำ แนวเชื่อมจริงที่ทำตาม WPS ทับลงบนรอยร้าวที่มีอยู่ก่อน |
| สงสัยระบบ | WPS ไม่ครอบคลุม tack weld ช่างประกอบไม่อยู่ในระบบรับรองและไม่ได้รับลวดจากจุดเบิก และไม่มีการตรวจ tack ก่อนเชื่อมทับ |
| หน้าที่ต้องเปิด | บทที่ 4 · บทที่ 6 · หน้า Tack · หน้า HD · หน้า Ei |
กรณีสมมติที่ 3 · เพิ่มผลผลิตในเหล็กความแข็งแรงสูง
| สถานการณ์ | โรงงานเชื่อมแขนเครนจากเหล็กกลุ่ม 3 หนา 30 mm ด้วย MAG (135) เพื่อเร่งงาน หัวหน้ากะให้ลดความเร็วเดินเพื่อเติมร่องให้เต็มในจำนวนแนวน้อยลง และเชื่อมต่อเนื่องโดยไม่รอ ไม่มีรอยร้าว NDT ผ่านทั้งหมด แต่ชิ้นทดสอบจากงานผลิตให้พลังงานกระแทกของ HAZ ต่ำกว่าข้อกำหนด และความแข็งแรงของรอยต่อลดลง |
| ตัวเลข | คิดเป็นแนวเติมในรอยต่อชน ซึ่งมีตัวประกอบรูปทรง 0.9 WPS เดิม: 300 A 30 V ความเร็ว 4 mm/s ได้ 1.80 kJ/mm interpass สูงสุด 150 °C ได้ t8/5 ประมาณ 13 วินาที งานจริง: ความเร็ว 2.5 mm/s ได้ 2.88 kJ/mm และ interpass ขึ้นถึง 250 °C ได้ t8/5 ประมาณ 31 วินาที ถ้าคุม interpass ที่ 150 °C ไว้ จะได้ประมาณ 20 วินาที |
| อ่านกรณี | ช่วงทั่วไปที่มาตรฐานให้คือ 10 ถึง 25 วินาที งานจริงหลุดขอบบน การลดความเร็วอย่างเดียวหรือการปล่อย interpass ขึ้นอย่างเดียวยังอยู่ในหน้าต่าง คือประมาณ 20 และ 19 วินาที แต่เมื่อเกิดพร้อมกันจึงหลุด ความหนาเปลี่ยนผ่านของเงื่อนไขนี้ประมาณ 31 mm มากกว่าความหนาแผ่นเล็กน้อย การไหลของความร้อนจึงเริ่มเป็นสองมิติ และค่าจริงยาวกว่าที่สูตรสามมิติให้ |
| สงสัยระบบ | WPS มี interpass สูงสุด แต่ไม่มีใครวัดและบันทึกระหว่างงาน ไม่มีการบันทึกความเร็วเดิน และการวัดผลงานนับเฉพาะความยาวแนวต่อกะ |
| หน้าที่ต้องเปิด | บทที่ 1 · หน้ากลุ่ม 3 · หน้า Q · หน้า Ti · หน้า HAZ |
กรณีสมมติที่ 4 · แก้รูพรุนในอะลูมิเนียมด้วยความร้อน
| สถานการณ์ | โรงงานเชื่อมโครงจากอะลูมิเนียมชุด 6xxx ที่บ่มแล้ว RT พบรูพรุนเกินเกณฑ์ หัวหน้างานเพิ่ม preheat เป็น 150 °C และให้เชื่อมต่อเนื่อง รูพรุนลดลงจนผ่าน แต่การทดสอบแรงดึงของชิ้นทดสอบงานผลิตขาดที่ HAZ ต่ำกว่าค่าที่การออกแบบใช้ |
| ตัวเลข | ค่าแนะนำของ EN 1011-4 สำหรับชุด 6xxx คือ preheat สูงสุด 120 °C และ interpass สูงสุด 100 °C |
| อ่านกรณี | มาตรการที่ใช้อยู่ในตารางของมาตรฐานจริง คือเพิ่มความร้อนเพื่อให้แก๊สมีเวลาออก แต่เป็นมาตรการที่มีราคาเป็นความแข็งแรงของ HAZ ต้นเหตุของไฮโดรเจนยังอยู่ และ RT ไม่เห็นความเสียหายใหม่ที่เกิดขึ้น |
| สงสัยระบบ | ไม่มีข้อกำหนดเวลาระหว่างทำความสะอาดกับเชื่อม ไม่มีรอบตรวจสายแก๊ส เกณฑ์รับงานมีแต่ผล RT และไม่มีใครวัด interpass เพราะเชื่อว่าอะลูมิเนียมไม่ต้องคุมอุณหภูมิ |
| หน้าที่ต้องเปิด | หน้ากลุ่ม 23 · หน้า Prep · หน้า HD · หน้า Ti · หน้า Por · หน้า Soft |
สิ่งที่สี่กรณีมีร่วมกัน
ในสามกรณี WPS ถูกต้องในวันที่เขียน ในอีกกรณีหนึ่ง WPS ไม่ครอบคลุมงานที่เกิดปัญหา และไม่มีกรณีใดที่ช่างเชื่อมทำผิดจากสิ่งที่ถูกสั่ง เงื่อนไขหลุดเพราะการตัดสินใจของคนที่ไม่ได้มองตัวเองว่าเกี่ยวกับงานเชื่อม คือฝ่ายจัดซื้อ ช่างประกอบ และหัวหน้ากะ การตั้งเงื่อนไขไม่ให้ร้าวจึงมีสองงาน งานแรกคือหาค่าที่ถูก ซึ่งเล่มนี้ครอบคลุม งานที่สองคือทำให้ค่านั้นอยู่รอดผ่านการตัดสินใจของทั้งโรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องของระบบคุณภาพงานเชื่อม
คำถามท้ายบท
- วิศวกรคำนวณ preheat ด้วยทั้งสองวิธี ได้ 100 °C จาก Method A และ 60 °C จาก Method B แล้วเขียน 60 °C ลง WPS โดยให้เหตุผลว่า “มาตรฐานอนุญาตทั้งสองวิธี” เหตุผลนี้มีปัญหาตรงไหน
- เลือกกรณีสมมติหนึ่งเรื่อง แล้วระบุว่าเอกสารหรือบันทึกฉบับใด ถ้ามีอยู่และถูกใช้จริง จะหยุดปัญหาได้ก่อนเกิด
แนวคำตอบ
- มาตรฐานให้สองวิธีเพื่อให้เลือกตามความใกล้ของเหล็กกับประสบการณ์ที่วิธีนั้นสร้างขึ้นมา ไม่ได้ให้เพื่อเลือกค่าที่ต่ำกว่า ต้องตัดสินก่อนว่าเหล็กและรอยต่อเข้ากับวิธีใดและอยู่ในช่วงที่ใช้ได้หรือไม่ ความต่าง 40 °C เองเป็นสัญญาณว่าควรยืนยันด้วยการทดสอบ และถ้าจะใช้ค่าที่ต่ำกว่าคำแนะนำของวิธีที่เหมาะ ต้องมีหลักฐานว่าได้ผล
- คำตอบขึ้นกับกรณีที่เลือก ตัวอย่างเช่นกรณีที่ 1 คือข้อกำหนดการจัดซื้อลวดที่ระบุระดับไฮโดรเจน และขั้นตอนทบทวนการเปลี่ยนลวดโดยผู้ประสานงานงานเชื่อม กรณีที่ 2 คือ WPS ที่ครอบคลุม tack weld และการตรวจ tack ก่อนเชื่อมทับ กรณีที่ 3 คือบันทึก interpass และความเร็วเดิน กรณีที่ 4 คือบันทึกเวลาทำความสะอาดและบันทึก interpass